คนชั่วเล่าเรียนยิ่งเสริมความชั่ว


จิตใจสะอาดบริสุทธิ์
จึงจะสามารถศึกษาเล่าเรียนจากนักปราชญ์โบราณ
มิฉะนั้นแล้ว เมื่อเห็นความดีของคนโบราณสักอย่าง
ก็ลักไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
เมื่อพบคารมคมคายของคนโบราณสักคำ
ก็ลอบไปใช้เพื่อปกปิดจุดอ่อน
ดังนี้ ก็เป็นเฉกเช่นยื่นอาวุธให้ข้าศึก
ซ้ำช่วยส่งเสบียงให้ข้าศึก

ซุนปินกับพังจวน

เล่ากันมาว่า มีสถานที่แห่งหนึ่งเป็นหุบเขาสูงลึก รายล้อมด้วยป่าดงดิบแทบจะหาผู้คนมิได้ จึงได้ชื่อว่า”หุบเขาปีศาจ” ที่นี่เป็นที่พำนักของอาจารย์แห่งหุบเขาปีศาจและลูกศิษย์สองคน ใช้เป็นที่ศึกษาวิชาดาราศาตร์ ภูมิศาสตร์และตำราพิชัยสงครามต่างๆปราศจากการรบกวน
ลูกศิษย์ของอาจารย์หุบเขาปีศาจก็คือ ซุนปินกับพังจวน ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์ ซึ่งดีหนึ่งคนและร้ายหนึ่งคน เนื่องจากเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน ทั้งสองจึงสาบานเป็นพี่น้องกัน     แต่บั้นปลายทั้งสองกลับกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่มิอาจยืนบนผืนดินเดียวกันได้
ทำไม?
ที่แท้ก็คือ พังจวนนั้นตัวอยู่แค่ในหุบเขาแต่ใจกลับอยู่โลกภายนอก คิดแต่จะแสวงหาลาภยศชื่อเสียง ผู้ที่เป็นอาจารย์นั้นหยั่งรู้ความนัยนี้ได้ดี และในที่สุดก็อนุญาตให้พังจวนออกจากหุบเขาไปสู่โลกภายนอกตามใจปรารถนาของเขา
หลังจากพังจวนจากไปแล้ว ผู้ที่เป็นอาจารย์ก็หยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอย่างทนุถนอม บอกกับซุนปินว่า “นี่เป็นตำราพิชัยสงคราม 13 บท ที่ซุนวูปู่ของเจ้าเขียนไว้ ความลับของตำราพิชัยสงครามในพื้นพิภพนี้ ล้วนแต่ถูกบบรรจุอยู่ในนั้นทั้งสิ้น ข้าซ่อนหนังสือเล่มนี้มาช้านานแล้ว ไม่เคยถ่ายทอดให้กับผู้ใดอย่างง่ายดายเลย ตอนนี้ข้าจะมอบให้เจ้า เจ้าจงนำไปศึกษาค้นคว้าให้ละเอียดเถิด”
ซุนปินมองตำราเล่มนั้นแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “ในเมื่อนี่คือสุดยอดของตำราพิชัยสงครามแล้ว เหตุไฉนท่านจึงไม่สอนให้พังจวนผู้พี่ด้วยเล่า แต่กลับมอบให้ข้าพเจ้าศึกษาแต่เพียงผู้เดียว”
อาจารย์ได้ตอบว่า “ผู้ที่เล่าเรียนตำราเล่มนี้จบด้วยความเข้าใจ ทะลุปรุโปร่ง ยามที่นำออกมาใช้ เมื่อรบจักต้องชนะ เมื่อคิดตีก็ย่อมได้ ดังนั้นผู้ที่ร่ำเรียนหากมีจิตใจที่สูงส่ง ดีงาม บริสุทธิ์ซื่อตรง ก็จะนำความผาสุกมาสู่บ้านเมืองของตน แต่ในทางกลับกัน หากมีจิตใจชั่วร้าย คดในข้องอในกระดูกแล้วไซร้ ก็จะไปเพิ่มพูน ส่งเสริมความเลวร้ายนั้นให้เพิ่มทวีคูณขึ้น หากได้ปกครองบ้านเมืองก็จะมีแต่เรื่องเลวร้าย จะมีแต่ศึกสงครามเพื่อขยายอาณาเขต พังจวนเป็นบุคคลประเภทหลัง อาจารย์รับรู้ได้ เช่นนี้แล้ว เจ้าคิดว่าข้าควรจะให้เขาศึกษาตำราเล่มนี้เพื่อเพิ่มพูนสิ่งไม่ดีในตัวเขารึ?”
การคาาดคะเนของอาจารย์หุบเขาปีศาจมิได้ผิดพลาดแต่ประการใดเลย เหตุเพราะ
เมื่อซุนปินศึกษาตำราต่างๆจนจบสิ้นแล้ว ได้ออกมาจากหุบเขา พังจวนได้ใช้ทุกวิถีทางเพื่อจะกำจัดซุนปิน ทำแม้กระทั่งตัดลูกสะบ้าหัวเข่าของเขาออก ก็เพราะโกรธที่ซุนปินมีการศึกษาที่สูงกว่าตน เมื่อเป็นดังนี้ หากว่าพังจวนได้เล่าเรียนตำราพิชัยสงคราม 13 บท ด้วยแล้ว แผ่นดินจะเป็นเช่นไรคงมิต้องคาดเดา ก็คงต้องเป็นเช่นที่อาจารย์ได้พูดไว้ตอนที่มอบตำราให้กับซุนปินอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้ประพันธ์ “ภาษิตรากผัก” จึงกล่าวว่า
“ผู้ที่มีจิตใจใสสะอาด จึงจะสามารถศึกษาตำราโบราณได้ มิฉะนั้นแล้ว เมื่อได้เห็นความประพฤติหนึ่งใดของคนโบราณ ก็จะนำมันมาสนองตัณหาสว่นตัวของตนเอง เมื่อได้ยินคารมคมคายของคนโบราณ ก็จะอ้างเอามาปกปิดความผิดของตัว นี้ก็เท่ากับนำอาวุธไปมอบให้ข้าศึก เอาเสบียงไปช่วยเหลือโจรผู้ร้าย ซึ่งมีแต่ทำให้พวกเขากำเริบเสิบสานทำแต่เรื่องเลวๆมากขึ้นเท่านั้นเอง”

     ส่วนตัว
หันกลับมามองย้อนบ้านเมืองเราในทุกวันนี้ คนที่จะเป็นเช่นอาจารย์หุบเขาปีศาจมีน้อยเต็มทีที่จะเลือกอบรมสั่งสอนศิษย์ เลือกเฉพาะคนที่จะทำประโยขน์ให้กับบ้านเมืองในแง่บวกด้านเดียว คนที่มีวิชาความรู้ก็มุ่งแต่รับศิษย์ที่เก่งกล้าสามารถ โดยที่ไม่คำนึงว่า ร่ำเรียนจบแล้วจะเป็นอย่างซุนปินหรือพังจวน ขอเพียงให้สังคมรับรู้ว่าศิษย์เก่งเป็นพอ ขอเพียงได้รับการกล่าวขานว่า ศิษย์นั้นเป็นผู้ใดอบรมสั่งสอนมา เช่นนี้แล้วหาได้ทำเพื่อศิษย์ เพื่อสังคมไม่ แต่เป็นการทำเพื่อตัวเอง บางครั้งก็รู้ทั้งรู้ว่า ศิษย์เอกนั้นทำความฉิบหายเช่นไรให้กับบ้านเมือง ก็ยังเลือกที่จะอบรมต่อไป ในมุมมองเดียวกัน หากเราตั้งข้อสังเกตให้ดี เราจะพบว่า การแยกแยะคนดี คนเลว ออกจากกันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก คนดีนั้นต่อให้ใหญ่โตเช่นไรก็ยังมีคนที่ตัวเองเรียกว่าอาจารย์ ไว้กราบไว้เคารพบูชา ปรึกษาความต่างๆ และทำตามคำสอนเพื่อให้สังคม บ้านเมืองเป็นไปในทิศทางที่ดี ส่วนคนเลวนั้นก็จะมีแต่ศิษย์นอกครู และคนที่ไม่มีครูมีแต่ที่ปรึกษาเท่านั้นเอง