หัวใจมนุษย์

แผ่นดินจีนเมื่อ 403-221 ปีก่อนคริสต์ศักราชเรียกขานกันว่า แผ่นดินสงคราม (ยุคจั้นกั๋ว) สมันนั้นราชวงศ์โจวซึงเป็นรัฐบาลกลางอ่อนแอไม่มีสิทธิ์ขาดในการปกครองประเทศ เมืองต่างๆพากันตั้งตัวเป็นใหญ่และรบราฆ่าฟันกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ไม่เว้นว่าเลยสักปี
เจ้าผู้ครองเมืองต่างถืออำนาจเป็นธรรม เที่ยวใช้อำนาจบาตรใหญ่รุกรานบ้านเมืองอื่น ประชาชนภายใต้การปกครองของตนเองก็เอาแต่กดขี่ขูดรีด
เช่นนี้ แผ่นดินจีนสมัยนั้นจึงหาความสันติร่มเย็นเป็นไม่มี มีแต่ไฟสงครามเผาผลาญไปทั่ว ประชาชนหาความอยู่เย็นเป็นสุขเป็นไม่มี มีแต่ความฉิบหายและทุกข์เข็ญมาเยี่ยมกรายเป็นนิตย์
ในสภาพที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด และประชาชยนมีชีวิตที่ทุกข์เข็ญเช่นนี้ ได่้มีนักคิดนักปรัชญาที่มีความคิดแหลมคมและมีอิทธิพลต่อผู้ปกครองและประชาชนจีนนับพันปีท่านหนึ่งกำเนิดขึ้นมาในยุคนั้น ท่านผู้นั้นคือ เมิ่งจื่อ( มีชีวิตอยู่ระหว่าง 372-289 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ท่านเป็นผู้สืบทอดแนวคิดสำนักปรัชญาขงจื้อ แม้นว่าท่านจะไม่ใช่ศิษย์โดยตรงของท่านขงจื้อก็ตาม
เมิ่งจื้อเรียกร้องบรรดาเจ้าเมืองให้ดำเนินนโยบายการปกครองโดยธรรม อย่าใชกำลัง อย่าใช้อำนาจบาตรใหญ่เที่ยวรุกรานบ้านเมืองอื่นเขา พึงปกครองประชาชนด้วยเมตตาธรรม อย่ากดขี่ขูดรีดประชาชน เมิ่งจื่อหวังว่า จะมีเจ้าเมืองที่ดีสักคนยอมรับและดำเนินนโยบายการปกครองตามแนวความคิดของท่าน เพื่อว่าแผ่นดินจีนจะได้เป็นปึกแผ่น และประชาชนจะได้อยู่เย็นเป็นสุขเสียที
แต่จนแล้วจนรอดหามีเจ้าเมืองสักคนยอมรับแนวคิดของเมิ่งจื่อไม่ ตลอดชีวิตของท่านไม่ได้มีโอกาสบริหารบ้านเมืองเลย ท่านได้แต่เดินทางตะลอนๆไปเผยแพร่แนวความคิดของท่านไปทุกหนทุกแห่ง ท่านหาได้ละความพยายามไม่ ยังเชื่ออยู่เสมอว่า ธรรมต้องชนะอธรรมในที่สุด เพียงแต่ฝ่ายธรรมจะมัวรอให้ชัยชนะมาหาเองไม่ได้ จะต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ด้วยจึงจะเอาชนะฝ่ายอธรรมได้
ท่านกล่าวว่า
“ธรรมย่อมชนะอธรรม ดุจดั่งน้ำย่อมชนะไฟ แต่ปัจจุบันพวกที่ถือตนเป็นฝ่ายธรรมได้ใช้ความพยายามเพียงน้อยนิด ประดุจนำน้ำถ้วยเดียวไปดับไฟที่ไหม้ฟืนเต็มคันรถ ไฟย่อมไม่ดับ แล้วตีโพยตีพายว่าน้ำแพ้ไฟ การกระทำเช่นนั้นแท้จริงเท่ากับเป็นการส่งเสริมฝ่ายอธรรมให้ทำความชั่วมากยิ่งขึ้น และธรรมที่มีอยู่น้อยนิดก็จะถูกทำลายลงไปด้วย”
ชีวิตของเมิ่งจื่อเป็นชีวิตของนักอุดมคติ และชีวิตของนักอุดมคติมักจะเป็นชีวิตที่เศร้า ท่านมีอุดมการณ์ แต่ท่านไม่สามารถทำอุดมการณ์ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ท่านเห็นธรรมและท่านเชื่อว่าธรรมย่อมต้องชนะ แต่ท่านก็ไม่เห็นธรรมชนะอธรรมตราบจนชีวิตหาไม่
ตลอดชีวิต เมิ่งจื่อเฝ้าแต่คิดเพื่อชาติบ้านเมือง คิดเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ท่านเฝ่าแต่กู่ร้องให้ชนชั้นผู้ปกครองและประชาชนยึดถือคุณธรรม แต่ดูเหมือนว่าเขาเหล่านั้นดุจดั่งคนหูหนวก มิได้ตอบสนองต่อเสียงกู่ของท่านเลย เสียงกู่ร้องของท่านยังคงดังก้องอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้
ลองฟังดูซิ ท่านกู่ร้องเพรียกหาอะไร? เมิ่งจื่อกล่าวว่า
เมตตาธรรมคือหัวใจของมนุษย์ ความชอบธรรมคือหนทางมนุษย์ แต่อนิจจา ปัจจุบันคนเรามักละทิ้งหนทาง ไม่ยอมเดิน ทำหัวใจหาย
ไม่ยอมตามหา เมื่อไก่หรือหมาหาย คนเรายังรู้จักตามหาแต่ทำหัวใจหาย กลับไม่รู้จักตามหา
หลักการแห่งการศึกษาก็คือ ตามหาหัวใจที่หายไปกลับคืนมา หาใช่อะไรอื่นไกลไม่
เมิ่งจื่อกล่าวว่า กับผู้ที่ทำลายตนเอง ไม่อาจเสวนาให้ได้ถ้อยคำที่มี่คุณค่าได้ กับผู้ที่ทอดทิ้งตนเอง เราไม่อาจร่วมทำกิจกรรมที่มีคุณค่าด้วยได้
การพูดจาทำลายจริยธรรมก็คือการทำลายตัวเอง
การที่ไม่มีเมตตาธรรมในจิตใจ และไม่มีความชอบธรรมในพฤติกรรมก็คือการทอดทิ้งตัวเอง
เมตตาธรรมคือนิวาสถานที่สุขสบายที่สุดของมนุษย์
ความชอบธรรมคือหนทางที่ถูกต้องที่สุดของมนุษย์
แต่อนิจจา คนเรามักปล่อยนิวาสถานที่สุขสบายที่สุดให้ร้างไม่ยอมอยู่อาศัย ทอดทิ้งหนทางที่ถูกต้องที่สุดไม่ยอมเดิน