วิ่งหนีห้าสิบก้าว ยิ้มเยาะ คนวิ่งหนีร้อยก้าว

      เหลียง ฮุ่ย อ๋อง กล่าวว่า เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองนับได้ว่า ข้าพเจ้าได้บริหารอย่างสุดกำลังความสามารถแล้ว เมื่อแถบเหอเน่ยประสบภัยแล้ง ข้าพเจ้าก็อพยพประชาชนแถบนั้นบางส่วนไปยังแถบ     เหอตง และขนข้าวของจากเหอตงไปสงเคราะห์ประชาชนเหอเน่ย เมื่อแถบเหอตงประสบภัยแล้งก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน ดูผู้ปกครองบ้านเมืองข้างเคียงหาได้มีใครเอาใจใส่กิจการบ้านเมืองเหมือนข้าพเจ้าไม่ แต่เหตุไฉนประชากรเพื่อนบ้านจึงไม่ลดลง และประชากรของข้าพเจ้าจึงไม่เพิ่มขึ้นเล่า?
เมิ่งจื่อตอบว่า ข้าพเจ้าทราบว่าท่านอ๋องโปรดการทำศึกสงคราม ข้าพเจ้าก็อยากจะขอยกเอาเรื่องสงครามมากล่าวเปรียบเทียบ เมื่อกลองศึกดังขึ้น ทหารทั้งสองฝ่ายต่างถืออาวุธเข้าห้ำหั่นกัน ฝ่ายแพ้ก็ทิ้งเสื้อเกราะลากอาวุธเผ่นหนี บ้างหนีไปได้ร้อยก้าว บ้างก็หนีไปได้ห้าสิบก้าว คนที่วิ่งหนีห้าสิบก้าวก็ยิ้มเยาะคนที่วิ่งหนีร้อยก้าวว่าขี้ขลาดตาขาว ท่านอ๋องเห็นว่าถูกต้องไหม?
เหลียง ฮุ่ย อ๋อง ตอบว่า ไม่ถูกต้อง เพราะเพียงแต่วิ่งหนีไม่ว่าจะเป็นกี่ก้าว ก็ถือว่าวิ่งหนีเหมือนกัน
เมิ่งจื่อกล่าวว่า เมื่อท่านอ๋องเข้าใจเหตุผลเช่นนี้ก็อย่าพึงหวังว่าประชากรของท่านอ๋องจะมากกว่าเพื่อนบ้านเลย หากท่านอ๋องต้องการให้ประชากรเพิ่มขึ้น ก็จงอย่าทำให้ประชาชนต้องสูญเสียเวลาในการทำนา ธัญญาหารก็จะกินไม่หมด อย่าใช้แหตาถี่เหวี่ยงลงในสระน้ำลึก ปลาและตะพาบน้ำก็จะมีกินได้ไม่หมด ใช้ขวานตัดต้นไม้ในป่าตามฤดูกาลไม้ก็จะใช้ไม่หมด เมื่อธัญญาหาร ปลา และตะพาบน้ำกินไม่หมด   ไม้ใช้ไม่หมด ย่อมทำให้ประชาชนพอใจยามมีชีวิตอยู่ ไม่คับแค้นใจยามตายจากไป การที่สามารถทำให้ประชาชนพอใจในยามมีชีวิตอยู่ ไม่คับแค้นใจยามตายจากไปนั้น คือจุดเริ่มต้นแห่ง  มรรคธรรมราช
จงให้ทุกครัวเรือนมีที่อยู่อาศัยเป็นเนื้อที่ห้าหมู่(หมู่เท่ากับไร่)ให้ปลูกหม่อนในเนื่อที่ว่างรอบบ้าน ใช้ใบหม่อนเลี้ยงตัวไหม ผู้เฒ่าอายุ 50 ปีก็จะมีผ้าไหมสวมใส่ ให้เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู อย่าไปขัดขวางการแพร่พันธุ์ของมัน ผู้เฒ่าอายุ 70 ปีก็จะมีเนื้อสัตว์กิน แบ่งที่นาให้ครอบครัวละ 100 หมู่ อย่าไปแย่งเวลาทำนาของพวกเขา ครอบครัวที่มีสมาชิกสามสี่คนก็จะไม่อดอยาก
นอกจากนี้ ต้องส่งเสริมการศึกษาทุกระดับ สั่งสอนกุลบุตร กุลธิดา ให้กตัญญูต่อบิดามารดาและผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผมขาวก็จะไม่ต้องแบกของตะลอนไป
ผู้เฒ่าอายุ70 ปี มีผ้าไหมสวมใส่ มีเนื้อสัตว์กิน ผู้เยาว์ไม่ต้องทนหนาวทนอด พระราชาทำได้เช่นนี้แล้วประชาชนไม่สวามิภักดิ์ หามีไม่
แต่ปัจจุบัน หมูหมาของคนมั่งมีเที่ยวกินพืชไร่ของประชาชนโดยมิได้มีการขัดขวางยับยั้ง ริมทางมีคนอดอยากตาย ยังไม่รู้จักนำข้าวในยุ้งฉางออกมาแจกจ่ายสงเคราะห์ประชาชน ประชาชนอดตายยังกล้าบอกว่า ไม่ใช่ความผิดของตน แต่เป็นเพราะภัยแล้ง เช่นนี้จะแตกต่างอะไรกับการใช้มีดฆ่าคนตาย แล้วแก้ตัวว่าคนไม่ได้ฆ่าแต่มีดฆ่า เล่าท่าน?
ท่านอ๋องไม่โทษภัยแล้ง ประชาชนทั่วหล้าก็จะพากันสวามิภักดิ์เอง

นิทานเรื่องนี้คงไม่ต้องอรรถาอะไรกันมากมาย ผมว่าคนที่มีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง ไม่ใช่แค่ผู้นำรัฐบาลเท่านั้นแต่ผู้นำฝ่ายค้านเอง ควรอ่านและจดจำนิทานเรื่องนี้ให้ขึ้นใจ ประเทศไทยจะได้สงบสุขซะที