ขุนนางกับโจร

ในสมัยโบราณของจีนมีโจรสลัดชื่อ เจิ้งกว่าง เที่ยวปล้นสะดมชาวบ้านแถวมณฑลฟูเจี้ยน(ฮกเกี้ยน) ต่อมาภายหลังได้กลับตัวกลับใจเข้ามอบตัวต่อทางราชการ ทางการเห็นว่าเจิ้งกว่างมีความรู้ ความชำนาญทางเรือ อีกทั้งเรื่องรบก็ไม่เป็นรองใคร จึงได้อภัยโทษแล้วให้เข้ารับราชการเพื่อทำความดีลบล้างความผิด
ในวันแรกที่เจิ้งกว่างเข้ารับตำแหน่ง พวกเพื่อนๆขุนนางด้วยกันได้คะยั้นคะยอให้เขาแต่งกลอนให้ฟังสักบท โดยให้กล่าวถึงแรงบันดาลใจและความรู้สึกที่ได้มาเป็นขุนนาง ข้างเจิ้งกว่างนั้นถึงแม้เขาจะเป็นโจรสลัดก็จริง แต่เรื่องฝีมือในเชิงกลอนนั้น จัดได้ว่ามีความชำนาญไม่แพ้กัน เขาจึงหยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวออกมาเป็นกลอนว่า
” ไม่ว่าจะเป็นขุนนางฝ่ายบู้หรือบุ๋น
ก็ล้วนไม่มีอะไรแตกต่างกัน
เหล่าขุนนางนั้น เป็นขุนนางก่อนแล้วถึงเป็นโจร
แต่เราเจิ้งกว่างนั้นเป็นโจรมาก่อน
แล้วจึงค่อยมาเป็นขุนนาง”

เจ้าของนิทานเรื่องนี้ไม่ได้แต่งต่อตอนสองว่า หลังจากพวกขุนนางฟังแล้วรู้สึกเช่นไร แสดงอาการอย่างไร แต่หากมองในสังคมปัจจุบัน คนอย่างเจิ้งกว่างมีน้อยมากในวงราชการ และถึงมีต่อให้ไม่ต้องเป็นโจรมาก่อน แต่เป็นแล้วไม่เป็นโจรก็ยากที่จะอยู่ในแวดวงได้ สมัยนี้เราจึงได้พวกขี้ฉ้แ ตอแหลอยู่ทุกวงการ เราจึงได้พวกที่เป็นขุนนางก่อนแล้วค่อยเป็นโจร แต่พวกนี้ร้ายกว่าโจรหลายเท่าตัว เพราะพวกโจรที่ทำผิดอาญาแผ่นดินนั้น ต้องคอยหลบซ่อนจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แต่พวกขุนนางโจรหาต้องทำเช่นนั้นไม่ คนพวกนี้สามารถเฉิดฉายอยู่ในสังคมได้ มีคนนับหน้าถือ มีคนคอยแก้ต่างให้ ไม่แปลกหรอกครับที่บ้านเมืองเรา ทำยังไงก็ไม่เจริญ เพราะถ้ายังมีขุนนางโจรเหล่านี้อยู่ เจริญก็น่าจะแปลกกว่า