เหตุที่ประชาชนไม่ยอมเสียสละเพื่อบ้านเมือง

เมืองจูไดเกิดสงครามกับเมืองหลู่ เมืองจูเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จูกงม่งซึ่งเป็นเจ้าเมืองได้ถามเมิ่งจื่อว่า
“ขุนนางของเราได้ตายไปในสนามรบถึง 33 คน แต่หามีประชาชนสักคนยอมพลีชีพเพื่อบ้านเมืองไม่ ถ้าหากจะจับพวกมันมาฆ่าก็คงฆ่าไม่หมด แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ พวกมันก็ได้แต่เบิ่งตามองเจ้านายของมันล้มตายไปต่อหน้า โดยไม่ยอมช่วยเหลือ ท่านเห็นว่าข้าพเจ้าควรจะทำอย่างไรดี? ”
เมิ่งจื่อตอบว่า
” ยามเกิดทุพภิกขภัย ประชาชนของพระองค์ที่เป็นคนเฒ่าคนแก่ ลูกเด็กเล็กแดงต้องอดอยากล้มตายเกลื่อนท้องนาร่องเขา
ที่เป็นคนหนุ่มสาวต้องพลัดพรากที่นาคาที่อยู่เร่ร่อนไปคนละทิศละทางเป็นจำนวนหลายพันคน แต่ยุ้งฉางของพระองค์มีข้าวเต็มเปี่ยม ท้องพระคลังมีเงินทองมากมายก่ายกอง พวกขุนนางรึก็มิเคยถวายรายงานภัยพิบัติให้พระองค์ทรงทราบ เพื่อหาทางช่วยเหลือ ความไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของผู้ที่อยู่เบื้องบน ทำให้ประชาราษฏร์เบื้องล่างได้รับความเดือดร้อน”
ท่านปราชญ์เจิงจื่อเมือ่กล่าวจบ ก็กล่าวตักเตือนต่อไปว่า
” จงสังวรเถอะ กรรมที่เกิดจากการไม่ดูแลผู้ที่อยู่เบื้องล่าง ที่พวกท่านได้กระทำ จักกลับมาสนองคืนในตัวท่าน ซึ่งท่านก็ได้พบเห็นแล้วในวันนี้ด้วยตาตนเอง แหละที่ประชาชนอยู่เฉยไม่นำพาการศึกนั้น นั่นก็คือการแก้แค้นพระองค์และเหล่าขุนนางที่เคยกดขี่ ข่มเหงพวกเขามาก่อน
พระองค์จงก้มหน้ารับกรรมที่ทำไว้ และอย่าได้ติเตียนการกระทำของเหล่าประชาชนเลย”

ใครที่อ่านนิทานเรื่องนี้จบแล้ว และได้ชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า คับประเทศ ลองสำรวจตัวเองโดยด่วนเลยว่า ณ ปัจจุบันกาลนี้ ท่านกดขี่ ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบผู้ที่อยู่เบื้องล่างท่านหรือไม่ ถ้าทำก็กลับตัวกลับใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน ก่อนที่จะเป็นเหมือนพระราชาแคว้นจู