การรู้จักสงสารคนอื่น คือ บ่อเกิดแห่งเมตตาธรรม

เมิ่งจื่อ กล่าวว่า คนเราล้วนมีจิตใจที่ไม่อาจทนเห็นคนอื่นมีทุกข์ได้

พระมหากษัตริย์สมัยโบราณที่ไม่อาจทนเห็นประชาราษฎร์มีทุกข์ได้ จึงได้ดำเนินการปกครองที่ไม่นิ่งดูดายต่อความทุกข์ของประชาชน หากอาศัยความคิดนี้มาดำเนินการปกครอง ย่อมจะปกครองบ้านเมืองให้เกิดสันติสุขได้โดยง่าย ดุจดั่งปั่นสิ่งของบนฝ่ามือฉะนั้น ที่ว่าคนเราล้วนมีจิตใจไม่อาจทนเห็นคนอื่นมีทุกข์นั้น เป็นความรู้สึกโดยธรรมชาติ หาใช่การเสแสร้งไม่  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตำรวจจับผู้ร้ายได้แล้วพาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ แม้ว่าเขาผิดก็ตาม แต่เมื่อเราเห็นเขาถูกรุมประชาทัณฑ์ ก็รู้สึกสงสารที่เขาต้องได้รับทุกข์จากการถูกทำร้ายก่อน ที่จะได้รับโทษจริง การรู้สึกเช่นนี้หาใช่ว่าเราเข้าข้างคนผิด แต่ในเมื่อเขาทำผิดแล้วถูกจับได้ โทษของการจองจำนั้นก็สมควรแก่เหตุ แต่โทษที่เขาถูกรุมประชาทัณฑ์นั้น เป็นโทษนอกเหตุหาได้มีตามกฏหมายไม่ แม้ว่าเขาจะทำผิดร้ายแรงขนาดไหนก็ตาม เขาก็ควรที่จะได้รับโทษตามบทบัญญัติแห่งกฏหมายนั้น  มองจากจุดนี้ จะเห็นว่าผู้ที่ไม่มีจิตสงสารผู้อื่น หาใช่คนไม่  ผู้ที่ไม่มีจิตละอายและเกลียดชังต่อการกระทำชั่ว หาใช่คนไม่ ผู้ที่ไม่มีจิตอ่อนน้อมถ่อมตน หาใช่คนไม่ ผู้ที่ไม่มีจิตรู้ผิดรู้ชอบ หาใช่คนไม่  จิตสงสารผู้อื่น คือ บ่อเกิดแห่งเมตตาธรรม จิตละอายและเกลียดชังต่อการกระทำความชั่ว คือ บ่อเกิดแห่งความชอบธรรม  จิตอ่อนน้อมถ่อมตน คือ บ่อเกิดแห่งจริยธรรม จิตรู้ผิดรู้ชอบ คือ บ่อเกิดแห่งปัญญา  จิตทั้งสี่อย่างนี้มีอยู่ในตัวของทุกคน เฉกเช่นมีแขน ขาทั้งสี่

อ่านแล้วก็ลองคิดดูครับว่า สี่สิ่งในตัวตนเราที่มีติดมาแต่กำเนิดนั้น วันนี้มีจิตชนิดใดตกหล่น ขาดหาย หรือลดน้อยลง ตรึกตรองให้ถ่องแท้ครับ แล้วดึงสติกลับ ฝึกฝน เพิ่มพูน ให้จิตทั้งสี่นั้นงอกเงย เพิ่มพูนขึ้นมา เชื่อว่า เมื่อเราเข้าสู่สังคมใด สังคมนั้นย่อมอ้าแขนรับเราไว้ตลอด โชคดีกับการบำเพ็ญเพียรครับ