ลากุ้ยโจว

แต่ไหนแต่ไรมาชาวเมืองกุ้ยโจวไม่เคยเลี้ยงลา ต่อมามีชายคนหนึ่ง ไปซื้อลาจากต่างถิ่นมาตัวหนึ่ง เมื่อนำมาเลี้ยงแล้วก็ไม่เห็นทางจะใช้ประโยชน์อะไรได้จากมัน จึงนำลาไปปล่อยไว้ที่ตีนเขาให้มันหากินเอง

อยู่มาวันหนึ่งมีเสือตัว หนึ่งมาเห็นลาเข้า เห็นรว่ามันตัวใหญ่กว่าตนอก็เข้าใจว่าเป็นสัตว์ประหลาด จึงไม่กล้าเข้าใกล้ได้แต่แอบซุ่มดูอยู่ มันทำอย่างนั้นอยู่หลายวัน จนวันหนึ่งด้วยความหิวมันจึงแอบพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ว่าจะสามารถจับกินได้ไหม บังเอิญลาก็เกิดร้องเสียงดังขึ้นมา เสือตกใจนึกว่าลาเห็นตนและจะมาจับมันกิน ก็เกิดตกใจวิ่งไปไกลลิบ เมื่อหันกลับไปมองก็ไม่เห็นลาวิ่งตามตนมา ก็เกิดเอะใจ จึงได้ย้อนกลับไปดูใหม่ ก็เป็นจังหวะที่ลาเกิดร้องขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้แม้จะตกใจแต่ก็มีสติเมื่อเห็นว่าลาร้องแล้วก็ไม่ได้ทำอะไร หนำซ้ำเสียงร้องก็แปร่งๆ มันจึงค่อยย่องเข้าไปหาลา และพินิจพิจารณาโดยละเอียด ก็รู้สึกว่าเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ไม่น่าจะมีพิษสงอะไร มันจึงเข้าไปใกล้อีกและลองใช้เท้าเขี่ยเจ้าลาดูโดยทั่ว ในจังหวะที่มันเขี่ยที่เท้าหลังของลา ก็บังเอิญเจ้าลาเกิดรำคาญขึ้นมา จึงใช้เท้าหลังดีดเข้าเต็มแรง แต่ไม่โดนเจ้าเสือ คราวนี้เสือจึงคิดได้ว่า เราเองเดินรอบตัวมันไม่เห็นมันทำอะไรเรา ยกเว้นเท้าหลังของมันเท่านั้นที่สามารุถออกแรงเตะได้ เจ้าสัตว์ตัวนี้คงมีพิษสงเพียงเท่านี้ ว่าแล้วเจ้าเสือก็เดินอ้อมไปทางด้านหน้า แล้วกระโจนกัดเข้าที่คอของเจ้าลาเคราะห์ร้าย มันขย้ำจนลาขาดใจตาย แล้วก็ลงมือกัดกินเป็นอาหาร…..

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าน่ากลัวนั้น เป็นเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น หากเราคิดจะต่อกรด้วย สิ่งที่จำเป็นก็คือจะต้องศึกษาในรายละเอียดให้แจ่มชัด เรียนรู้จุดอ่อน จุดแข็ง เมื่อลงมือต่อสู้ด้วย ศัตรที่มีรูปลักษณ์น่ากลัวก็อาจจะมีแค่รูปร่างหน้าตาภายนอกเท่านั้นเอง เหมือนดั่งลาในเรื่องนี้ และ

สิ่งที่เราครอบครองอยู่นั้นเราจำเป็น อย่างยิ่งยวดที่จะต้องเรียนรู้วิธีใช้งานมัน เพื่อนำมันมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด หากเจ้าของลารู้ว่าลานั้นเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อการบรรทุกของ มันคงจะไม่ต้องจบชีวิตภายใต้เขี้ยวคมของเสือ ถึงตรงนี้ ต่อไปอย่าว่าใครโง่เหมือนลานะ เพราะเจ้าของในเรื่องนี้โง่กว่าลามาก