สุภาษิตในกาน้ำทองคำ

ครั้งหนึ่งอ๋องฉีจิ่งกงได้เสด็จไปเยี่ยมเมืองจี้ ที่ถูกเเคว้นฉีตีเเตกเเละผนวกเเผ่นดินเข้ากับเเคว้นฉี………

เมื่อ ประชาชนทราบว่า อ๋องฉีจิ่งกงได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนพวกตน ก็นำกาน้ำทองคำใบหนึ่งมาถวาย ท่านอ๋องดีพระทัยมากจึงสั่งให้มหาดเล็กเปิดกาน้ำออกมาดู ก็พบเเผ่นไม้ไผ่สองเเผ่นซุกอยู่ข้างใน บนเเผ่นไม้ไผ่มีตัวหนังสือสีเเดงเขียนไว้ว่า “กินปลาอย่าพลิก อย่าขี่ม้าเลว” ฉีจิ่งกงเลยตรัสขึ้นว่า “คำพูดสองประโยคนั้นดีมากพวกเขาคงต้องการบอกคนรุ่นหลังว่าเวลากินปลาให้กิน ข้างเดียวพอ เพราะถ้าพลิกกลับมากินอีกด้านจนหมดปลาของเราจะเหม็นคาวมาก เวลาขี่ม้าก็เช่นกัน ไม่ควรขี่ม้าชั้นเลวเพราะวิ่งไม่ได้ไกล”

เอี้ยนจื่อ เอ่นขึ้นว่า “พระองค์ตีความไม่ถูกพะย่ะค่ะ คำว่ากินปลาอย่าพลิก เป็นอุทาหรณ์เตือนใจอ๋องยุคหลังว่า อย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าทำให้ประชาชนสิ้นเปลือง ส่วนคำที่ว่าอย่าขี่ม้าเลวหมายความว่า อย่าใช้คนถ่อยเป็นขุนนาง อย่าปล่อยให้ขุนนางกังฉินอยู่ใกล้พระองค์” ฉีจิ่งกงตรัสถามว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านอ๋องเห่งเเคว้นจี้ก็เป็นคนดีนะซี เเล้วทำไมยังสิ้นชาติอีกเล่า ?”

เอี้ยนจื่อก็ทูลตอบว่า”เหตุที่เเคว้น จี้สิ้นชาตินั้น มีความเป็นมายืดยาวมาก กระหม่อมทราบมาว่า ท่านอ๋องในสมัยโบราณนั้นจะต้องนำสุภาาษิตมาเขียนไว้บนไม้ไผ่ จากนั้นก็นำไปแขวนที่หน้าประตูเมือง หรือตามถนนสายต่างๆเพื่อเตือนใจประชาชนตลอดจนตัวขุนนางเองเเละท่านอ๋อง เเต่สำหรับท่านอ๋องเเห่งเเคว้นจี้นั้น เเม้จะมีสุภาษิตเตือนใจมาก เเต่พระองค์กลับเอามาเก็บไว้ในกาน้ำทองคำ เเละเอาฝังดินไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้สุภาษิตดีๆก็ไม่มีความหมายหรือประโยชน์ใดๆเลยในที่สุด เเคว้นจี้จึงต้องสิ้นชาติไป”

อ๋องจิ่งกงได้ฟังคำอธิบายเช่นนั้น ก็พอพระทัย กล่าวชมเอื้ยนจื่อว่า “ดี อธิบายได้ดีมาก ข้าจะจำคำพูดของเจ้าไว้ คำพูดหรือหนังสือที่ดีที่สุดนั้น จะเกิดบทบาทต่อเมื่อนำมาปฏิบัติเท่านั้น”