ความกรุณาของซ่งเซียงกง

ครั้งหนึ่งเกิดสงครามระหว่างแคว้นซ่งกับแคว้นฉู่ที่จว๋อกู่ ทางแคว้นซ่งได้จัดขบวนทัพเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ทางแคว้นฉู่กำลังยกกำลังทหารข้ามแม่น้ำอยู่

ซือหม่าโก้วเฉียงแม่ทัพคนหนึ่ง จึงบอกซ่งเซียงกงซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ในการศึกครั้งนี้ว่า

“กอง ทัพฉู่มีกำลังมากกว่าเรา เราควรถือโอกาสโจมตีในขณะที่พวกเขากำลังข้ามน้ำยังจัดขบวนทัพไม่เสร็จ จะต้องตีกองทัพจากแคว้นฉู่ให้แตกได้แน่ๆ”

แต่ซ่งเซียงกงกลับบอกว่า

“ข้า ได้ยินมาว่า สุภาพชนย่อมไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่จี้จับเอาตัวคนชรา ไม่ท้ารบกับกองทัพที่จัดขบวนทัพยังไม่เสร็จ ถ้าเราโจมตีกองทัพฉู่ในขณะพวกเขายัง

ข้ามน้ำมาไม่หมด ก็จะเป็นการทำลายคุณธรรม ข้าว่ารอพวกเขาข้ามน้ำมาให้หมดเสียก่อนแล้วจึงค่อยโจมตี”

ซือหม่าโกวเฉียงเห็นว่าหากทำตามที่ซ่งเซียงกงบอก ย่อมจะต้องพ่ายแพ้แน่นอนจึงกล่าวตอบไปว่า

“ท่านทำอย่างนั้น เท่ากับไม่รักคนชาวแคว้นซ่ง ไม่สามารถรักษาคนสนิทของตนเองไว้ได้”

“เงียบนะ ” ซ่งเซียงกงกล่าวอย่างโมโห “หากท่านไม่กลับไปแถว ข้าจะลงโทษท่านตามวินัยทหาร”

ซ่ง เซียงกง ได้ตั้งทัพรอจนทหารของแคว้นฉู่ข้ามน้ำมาจนหมดและจัดขบวนทัพเสร็จ จึงได้ยกกำลังเข้าโจมตี ซึ่งผลปรากฏว่า กองทัพของแคว้นซ่งต้อง

พ่ายแพ้อย่างยับเยิน ทหารบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ซ่งเซียงกงเองก็ได้รับบาดเจ็บที่ขา และต่อมาอีกสามวันก็เสียชีวิต

 

จาก เรื่องนี้บ่งบอกนัยถึงการใช้คนเป็นอย่างดี นำคนที่มีคุณธรรมและใช้ไม่ถูกที่ออกไปรบ รบร้อยครั้งก็แพ้ร้อยครั้ง บ้านเมืองเราในปัจจุบันและอดีตก็เป็นเช่นนี้

มักอ้างเอาคำว่าเมืองพุทธขึ้นมา จนหลายต่อหลายประเด็นละเลยการลงโทษที่เฉียบขาดให้หลาบจำ หลายต่อหลายเหตุการณ์ยกเอาคุณธรรมความเมตตา

ขึ้น มาเป็นข้ออ้าง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็กลายเป็นคนใจร้ายไส้ระกำ เราควรหันมามองคุณธรรมของ ซ่งเซียงกง เป็นอุทาหรณ์สอนใจกัน เมื่อใดควรมีและเมื่อใดควร

ที่จะละเลยหลงลืมกัน