จิตสำนึกของผู้นำ

ในสมัยราชวงศ์โจว พระเจ้าโจวเหวินอ๋องมีพระราชดำริจะสร้างหอคอยและขุดสระน้ำ ในระหว่างดำเนินการอยู่นั้น พวกคนงานได้ขุดพบโครงกระดูกกองหนึ่ง ขุนนางผู้รับผิดชอบได้กราบบังคมทูล

พระเจ้าโจวเหวินอ๋องให้ทรงทราบ เพื่อขอความเห็นจากพระองค์ว่าควรจะจัดการกับกองกระดูกกองนี้อย่างไร

พระเจ้าโจวเหวินอ๋องมีพระราชดำรัสว่า ให้จัดหาสถานที่แห่งใหม่ เพื่อจัดฝังกระดูกเหล่านี้

ขุนนางผู้รับผิดชอบได้กราบบังคมทูลว่า “โครงกระดูกเหล่านี้ เป็นศพไม่มีญาติเอาทิ้งเสียก็หมดเรื่องพะยะค่ะ”

พระ เจ้าโจวเหวินอ๋องไม่เห็นด้วย และตรัสอย่างจริงจังว่า “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ในฐานะของพระเจ้าแผ่นดิน ข้าก็คือเจ้านายของคนทั่วประเทศ และเป็นเจ้าของประชาชนทั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้น

กระดูกกองนี้จึงเป็นของข้า จะต้องไปค้นหาญาติเจ้าของกระดูกเหล่านี้ที่ไหนอีก?”

ต่อ จากนั้นพระเจ้าโจวเหวินอ๋องได้สั่งให้ขุนนางช่วยกันหาโลงศพมาบรรจุกระดูกกอง นั้นและจัดการฝังจนเป็นที่เรียบร้อย เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป อาณาประชาราษฏร์ต่างแซ่ซร้องสรรเสริญ

พระเจ้าโจวเหวินอ๋องว่าทรงเมตตา ยิ่งนัก แม้กระทั่งคนตายไปแล้ว พระองค์ก็ทรงดูแลเอาใจใส่ สำมะหาอะไรกับพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่ พระองค์ย่อมบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พวกเราอยู่เย็นเป็นสุขอย่างแน่นอน

เรื่อง นี้แสดงให้เห็นถึงคนที่เป็นใหญ่เป็นโต มียศ มีอำนาจ ต้องมีจิตสำนึกที่ดี คนที่ปกครองคนนั้นไม่ควรละเลยเรื่องเล็กน้อย อย่างพระเจ้าโจวเหวินอ๋องในเรื่องนี้ จิตสำนึกของพระองค์นั้น เต็มเปี่ยม

ไป ด้วยความเมตตา แม้แต่กองกระดูกของศพไร้ญาติก็ให้ความสำคัญ ผลที่ตามกลับมานั้นย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกอบอุ่นของคนในประเทศ รับรู้ได้ถึงความรัก ความเมตตา ความเอาใจใส่ของผู้ปกครองแผ่นดิน

เหลียว กลับมามองบ้านเมืองเราแล้วห่อเหี่ยวท้อแท้ ผู้ที่ชอบอ้างคะแนนเสียงจากประชาชนว่าเลือกเขาเข้ามา กลับไม่ได้แสดงความจริงใจในการเป็นตัวแทนของประชาชนเลย ตรงกันข้ามกลับทำร้ายประชาชน

ทั้งทางตรง ทางอ้อม ไม่ว่ากี่ยุค กี่สมัย ก็เป็นแบบนี้ คิดแล้วอยากให้พระเจ้าโจวเหวินอ๋องกลับชาติมาเกิดเป็นนายกเมืองไทยซัก 8 ปี เมืองไทยเราจะก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง แซงหน้าใครต่อใครไปถึงไหนก็ไม่รู้