ความหรรษามีคุณค่าที่เป็นธรรมชาติ ทิวทัศน์มิได้ดีที่มีมากหรืออยู่ไกล

สิ่งที่ให้ความสำราญไม่จำเป็นต้องมาก
ในบ่อน้ำเท่าชามอ่าง
ระหว่างก้อนหินเท่ากำปั้น
ทิวทัศน์ภูเขาลำน้ำก็ครบครัน
ความซาบซึ้งในธรรมชาติไม่จำเป็นต้องไปไกล
ที่หน้าต่างหญ้าคา
ใต้หลังคาบ้านไม้ไผ่
สายลมแสงเดือนก็พอแก่ความสุขใจ

หนึ่งบุปผาคือหนึ่งวิมาน

ชายคนหนึ่ง ชอบสังเกตสรรพสิ่งและสร้างความเพ้อฝันอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่ง เขาเพ่งพินิจพิจารณาทรายเม็ดหนึ่งอย่างละเอียดพบว่าโลกในทรายช่างกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน เมื่อไปเห็นดอกไม้สวยสดที่ปลูกอยู่บนกองทราย ก็ยิ่งรู้สึกว่าวิเศษเสียจริงๆ เขามองเห็นความสวยงามและความดีความชอบทั้งปวงอยู่ในนั้น ดอกไม้ดอกเดียวเป็นเหมือนดังวิมานแห่งหนึ่ง
เขาจึงเขียนคำพังเพยว่า
“หนึ่งเม็ดทรายคือหนึ่งโลก
หนึ่งบุปผาคือหนึ่งวิมาน”
แน่นอน ดอกไม้และเม็ดทรายเป็นของเล็กๆ ในเมื่อมองของเล็กๆยังสามารถจะค้นพบความวิเศษได้ดังนี้ นับประสาอะไรกับสิ่งอื่นๆ  ชาวจีนสมัยโบราณมีความเห็นว่า สระน้ำเล็กๆถ้าเอาก้อนหินไปประดับไว้ไม่กี่ก้อน ปลูกต้นไม้เล็กๆอีกสัก2-3 ต้น เราก็สามารถจะชื่นชมอยู่ได้ครึ่งค่อนวัน เราจะดูมันเป็นอะไรก็ได้ เป็นทิวทัศน์ เป็นธารน้ำพุ เป็นป่าไม้ มันจะเปลี่ยนแปลงไปร้อยสีพันอย่างตามจินตนาการของเรา
ซึ่งยากที่จะบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือได้
ในสมัยราชวงศ์ชิงมีนักอักษรศาสตร์คนหนึ่ง เมื่อเล็ก มีจินตนาการอันอุดม คืนวันหนึ่ง แสงสีเงินของดวงจันทร์สาดส่องทั่วปฐพี เขานอนไม่หลับ จึงออกไปในสวน ไปนั่งอยู่ข้างกองดินเล็กๆบนกองดินมีหญ้าเขียวขึ้นอยู่เต็ม  เขานอนหนุนต้นหญ้าเนินดิน คิดคำนึงไปว่า เขาได้พาตัวเข้าไปอยู่ในป่าใหญ่(ที่แท้คือหญ้า)มีนกฝูงใหญ่บินว่อน(ที่แท้คือยุง) โผไปโผมาในระหว่างต้นไม้ โฉบขึ้นโฉบลง ซ้ายบ้างขวาบ้าง เขาคิดไปๆรู้สึกมีความสบายใจจนตกอยู่ในภวังค์   ทันใดนั้น ก็มีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่โตมโหฬารตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากข้างเนินดิน อ้าปากงับเอานกพวกนั้นลงท้องไปทีละตัวๆ เขาตกใจกระโดดขึ้นมา ยั้งตัวไม่ทันหกล้มหงายหลังไป เมื่อดูชัดๆเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นที่แท้คือ เขียดตัวเล็กๆตัวหนึ่งเท่านั้น
คนเราทุกคนล้วนแต่มีสมรรถนะในจินตนาการเช่นนี้ด้วนกันทั้งสิ้น ลองสังเกตดูดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง หรือใบไม้แห้งที่ลอยอยู่ในคูคลอง  ถ้าท่านสันทัดในการใช้จินตนาการ ก็จะสามารถพบสิ่งที่น่าสนใจที่ท่านไม่เคยสนใจมาก่อน
ฉะนั้น แม้ท่านจะอาศัยอยู่ในบ้านซอมซ่อเล็กๆ ขอแต่ว่ามีลมเย็นพัดผ่าน มีเดือนเต็มดวงสุกใส ท่านก็สามารถที่จะได้รับความสุขจากจินตนาการอันอุดมสมบูรณ์ของท่านเสมอไป

ส่วนตัว
ผมว่านิทานเรื่องนี้เหมาะสำหรับคนที่หัดถ่ายภาพใหม่ๆ หรือเริ่มถ่ายพอเป็นแล้ว ตากล้องพวกนี้มักทุรนทุราย อยู่กับบ้านไม่ได้ต้องออกทริป ต้องแสวงหาโลเกชั่นแบบเหม็งๆ หาอุปกรณ์ดีๆ แล้วไปในที่ๆเขาไปถ่ายกันมาแล้วเราดูว่าสวย ตากล้องพวกนี้มักกลับบ้านแบบว่างเปล่าเสมอ ได้ภาพแบบเขา ถ่ายมุมเดียวกับเขา แต่จัดองค์ประกอบ แสง เงา ไม่เป็นแบบเขา ภาพมุมเดียวกันทำยังไงก็ไม่เทพสักที ก็กระเสือกสนต่อไปว่า เลนส์ไม่ดี กล้องไม่ดี โพรเซสภาพได้ไม่ดีเท่าเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างในมือของเราดีหมดยกเว้นสิ่งที่อยู่ในหัวที่เรียกว่า “ความคิด” เท่านั้นที่เราไม่ดีเท่าเขา
ผมว่าตากล้องพวกนี้ต้องอ่านนิทานเรื่องจนซึมซับแล้วเกิดความคิดขึ้นมาในหัวให้ได้ว่า ถ่ายแบบของเรา ถ้าคิดได้เมื่อไหร่ เลนส์คิทธรรมดาก็สามารถสร้างงานได้ ผมเคยชมภาพชุดของตากล้องต่างประเทศท่านหนึ่ง ผมทึ่งมาก เขาใช้กล้อง Nikon D40x กับเลนส์คิท18-55 สร้างผลงานของงาน งดงามมาก ชุดที่ผมดูเป็นชุดที่ถ่ายสะพาน ตอไม้ตอเดียว แต่วิธีคิดและมุมมองของเขาเยี่ยมยอดมาก
หันมาดูมือใหม่หัดถ่ายที่เกิดขึ้นทุกวินาที ผมรู้สึกเสียดายเงินของพวกเขามากที่ต้องหมดไปกับอุปกรณ์ หมดไปกับการตระเวณออกทริปภาพต่างๆที่ถ่ายมาแม้ว่าจะสวยเพียงใด ผมก็มีความชื่นชมน้อยกว่า พวกที่ถือกล้องพร้อมเลนส์แล้วเดินสำรวจรอบบ้าน เก็บภาพที่หลายครั้งผมเห็นแล้วตะลึงว่า เฮ้ยนี่ถ่ายข้างบ้านเหรอ ผมว่าตากล้องพวกนี้แหละ คือตัวจริง จริงเหมือนความรู้สึกที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้ จริงเหมือนกับคำที่โปรยไว้เป็นหัวข้อว่า“ความหรรษามีคุณค่าที่เป็นธรรมชาติ ทิวทัศน์มิได้ดีที่มีมากหรืออยู่ไกล”